ยินดีต้อนรับเข้าสู่ โรงเรียนเทศบาลต้นแบบเทศบาลเมืองนครพนม กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย

ผลงานนายพรชัย มานะดี




บทที่  1

 

บทนำ

 

ที่มาและความสำคัญ

 

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พุทธศักราช  2542  แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่  2)  . 2545  ได้กำหนดความมุ่งหมายและหลักการในการจัดการศึกษาในมาตรา  6  ว่า การจัด การศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  ทั้งทางด้านร่างกาย  จิตใจ  สติปัญญาความรู้และคุณธรรม                          มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต  สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและสาระสำคัญในหมวด   มาตรา  22  ได้กล่าวถึงแนวการจัดการศึกษาไว้ว่า  การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า  ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้  และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด  กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติ  และเต็มศักยภาพ  (กรมวิชาการ. 2542   21- 22)

                กระทรวงศึกษาได้มีนโยบายในการปฏิรูปการศึกษา  เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศ  โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างบุคคลในองค์กรให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้และแนวทางแห่งความสำเร็จนั้นจำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงปัจจัยพื้นฐานในการจัดการศึกษา  ซึ่งประกอบไปด้วยสถานศึกษา  บุคลากร  หลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน  ตลอดจนระบบการบริหารจัดการ  การปฏิรูปการศึกษาตามแนวทางปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ  มุ่งเน้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์ประกอบของการศึกษา  ทั้งปัจจัยต่าง ๆ  และกระบวนการทำงานหวังผลว่า  คุณภาพและมาตรฐานการศึกษาจะสูงขึ้น  ให้ทันต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคโลกาภิวัตน์                 การสร้างศักยภาพให้สถานศึกษามีความพร้อมในการพัฒนาตนเอง  เพื่อให้สอดคล้องตามหลักการของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  . 2542  มาตรา  22  ที่ว่า  การจัดการศึกษาต้องยึดหลักนักเรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้  และถือว่านักเรียนมีความสำคัญที่สุด  กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้นักเรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ”  นั้น นอกจากจะเป็นหน้าที่โดยตรงของสถานศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัด  จำเป็นอย่างยิ่งต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ  ครูผู้สอน  สถานศึกษา  จะต้องพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ  สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของนักเรียน  โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล  ฝึกทักษะกระบวนการคิดให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง  คิดเป็น  รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้  ใฝ่เรียนอย่างต่อเนื่อง  จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพัฒนากระบวนการเรียนรู้  โดยเน้นนักเรียนเป็นสำคัญ (กรมวิชาการ 2542   8)  และ มาตรา  24  กำหนดแนวทางการจัดการศึกษาโดยให้สถานศึกษาจัดเนื้อหาสาระ  และกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล  ฝึกทักษะกระบวนการคิด  การเผชิญสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงจากสื่อ  และแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลายฝึกการปฏิบัติให้ทำได้  คิดเป็น  ทำเป็นและจัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา  ทุกสถานที่  (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ 2542   :  24   25)    

                การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ   เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนให้ได้คิดได้ค้นคว้าหาความรู้และลงมือปฏิบัติหรือกระทำจริงทุกขั้นตอน  จนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง  การพัฒนาครูเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญเป็นวิธีการหนึ่ง

ที่จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาครูให้มีความรู้ความสามารถในการวางแผนการจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนเป็นคนดี คนเก่ง  และเป็นคนที่อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข  การจัดการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญมีหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้แบบโครงงาน  เป็นการจัดการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่งที่เน้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงในลักษณะของการศึกษาค้นคว้า  สำรวจ  ทดลอง  ประดิษฐ์คิดค้น  โดยมีครูเป็นผู้คอยให้คำแนะนำและให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด  ฉะนั้นการเรียนรู้แบบโครงงานจึงเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างห้องเรียนกับโลกภายนอกที่จะช่วยให้นักเรียนได้นำความรู้ในชั้นเรียนไปบูรณาการกับกิจกรรมที่จะกระทำ  เพื่อนำไปสู่ความรู้ใหม่ ๆ  ด้วยการสร้างความหมาย   การแก้ปัญหาและการค้นพบองค์ความรู้ด้วยตนเอง  ดังนั้น  การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานจึงเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ให้นักเรียนได้รู้จักวิธีทำโครงงานวิจัยเล็ก ๆ  (Mini  Research)  ที่นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติเพื่อพัฒนาความรู้  ทักษะและการสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ  จุดประสงค์หลักของการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงาน  เพื่อต้องการกระตุ้นให้นักเรียนรู้จักสังเกต  รู้จักตั้งคำถาม  รู้จักตั้งสมมติฐาน  รู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเองเพื่อหาคำตอบที่ตนอยากรู้  รู้จักสรุปและทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่ค้นพบ (สุพล  วังสินธ์ 2543  : 11)

                โรงเรียนชุมชนเทศบาล ๓ (พินิจพิทยานุสรณ์)  กองการศึกษา เทศบาลเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม   เป็นโรงเรียนสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  ที่จัดการศึกษา 2 ระดับ คือ ระดับก่อนการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2544  ผู้รายงานได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรี)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  จากการประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนในปีการศึกษา  2550 พบว่า  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและด้านทักษะทางด้านดนตรีของนักเรียน  ยังมีคุณภาพไม่ถึงเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด  ประกอบกับนักเรียนบางส่วนยังขาดนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียน  ขาดทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์  คิดสังเคราะห์  และการสรุปองค์ความรู้ด้วยตนเอง     

การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นการจัดการเรียนการเรียนรู้ที่เป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างห้องเรียนกับโลกภายนอก   เป็นวิธีการเรียนรู้ที่จะช่วยให้นักเรียนได้นำความรู้ในชั้นเรียนไปบูรณาการกับกิจกรรมที่จะกระทำ  เพื่อนำไปสู่ความรู้ใหม่ ๆ  ด้วยการสร้างความหมาย   การแก้ปัญหาและการค้นพบองค์ความรู้ด้วยตนเอง  ดังนั้น  การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานจึงเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ให้นักเรียนได้รู้จักวิธีทำโครงการศึกษาค้นคว้าเล็ก ๆ   ผู้รายงานในฐานะที่เป็นครูผู้จัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนเทศบาล ๓ (พินิจพิทยานุสรณ์)   จึงสนใจที่จะพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนในความรับผิดชอบ ด้วยการนำกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  โดยการนำเอาโครงงานมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ

 วัตถุประสงค์การศึกษาค้นคว้า

1.  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน  ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  (ดนตรี) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  โดยใช้โครงงาน

2.  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  (ดนตรี) โดยใช้โครงงาน

สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  (ดนตรี) โดยใช้โครงงาน  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า

                1.  กลุ่มเป้าหมาย  เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา  2551  โรงเรียนชุมชนเทศบาล ๓  (พินิจพิทยานุสรณ์)  จำนวน  20  คน

                2.        ขอบเขตด้านเนื้อหา  มีดังนี้

                        2.1  ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโครงงาน

                        2.2  การวางแผนงานโครงงานดนตรี

                        2.3  การดำเนินงานโครงงานดนตรี

                        2.4  การนำเสนอผลงาน

                3.  ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า  ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา  2551  จำนวน  4  ครั้ง  รวมเวลาทั้งสิ้น 8  ชั่วโมง

 

 

                4.  ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า

      ตัวแปรต้น  คือ  การจัดกิจกรรมการเรียนรู้  ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรี)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  โดยใช้โครงงาน

      ตัวแปรตาม  คือ  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรี) โดยใช้โครงงาน

นิยามศัพท์เฉพาะ

1.  แผนการจัดการเรียนรู้  หมายถึง  การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  (ดนตรี) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  โดยใช้โครงงาน  ให้มีประสิทธิภาพ  โดยผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพของผู้เชี่ยวชาญ  และการนำไปทดลองใช้  ซึ่งรายละเอียดของแผนการจัดการเรียนรู้  ประกอบด้วย  สาระสำคัญ  ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง  สาระการเรียนรู้  การบวนการจัดการเรียนรู้  สื่อ/แหล่งการเรียนรู้  กระบวนการวัดและประเมินผล  จริยธรรม  คุณธรรมที่ควรเน้นและกิจกรรมสืบเนื่อง  

                2.  การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน  หมายถึง  วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เลือกศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับประเด็นปัญหาหรือสิ่งที่อยากรู้คำตอบให้ลึกซึ้งในเรื่องนั้น ๆ              ให้มากขึ้น  โดยใช้กระบวนการ  วิธีการศึกษาอย่างมีระบบ  เป็นขั้นตอน  มีการวางแผนในการศึกษาอย่างละเอียด  ปฏิบัติงานตามแผนที่วางไว้  จนบรรลุผลสรุปที่เป็นคำตอบในเรื่องนั้น ๆ  ด้วยตนเอง  โดยมีครูคอยให้การชี้แนะ  ช่วยเหลือ สนับสนุนและอำนวยความสะดวก  ให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ

                3.  การประเมินทักษะการปฏิบัติระหว่างเรียน  หมายถึง  กระบวนการเก็บคะแนนการทำงาน  ขณะปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียน  ซึ่งประกอบด้วย  การประเมินกระบวนการทำงาน  การประเมินนิสัยการทำงาน

                4.  การประเมินผลงานระหว่างเรียน  หมายถึง  กระบวนการเก็บคะแนนตั้งแต่เริ่มดำเนินงานโครงงานและลงมือปฏิบัติโครงงาน 

                5.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  หมายถึง  ความรู้  ความเข้าใจและความสามารถของนักเรียนในการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  (ดนตรี)  โดยใช้โครงงาน  วัดได้จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

   

ความสำคัญของการศึกษาค้นคว้า

                1.  ได้แผนการจัดการเรียนรู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  (ดนตรี)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  โดยใช้โครงงาน สามารถนำไปใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้โดยการปฏิบัติจริงอย่างมีความหมายสำหรับผู้เรียน

                2.  เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนและเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจนำไปประยุกต์ในการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ

 

บทที่  2

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

   ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  ผู้รายงานได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในเรื่องต่อไปนี้

                      1.  หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2544  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ

                     2.  การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

                     3.  แนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยโครงงาน

                      4.  ความพึงพอใจในการเรียนรู้

                      5.  งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2544  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ

ความสำคัญ

                          กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมให้มีความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์  มีจินตนาการทางศิลปะ  ชื่นชมความงาม  สุนทรียภาพ  ความมีคุณค่า  ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์  ดังนั้น  กิจกรรมศิลปะสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียนโดยตรงทั้งด้านร่างกาย  จิตใจ  สติปัญญา  อารมณ์และสังคม  ตลอดจนนำไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม  ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง  และแสดงออกในเชิงสร้างสรรค์  พัฒนากระบวนการรับรู้ทางศิลปะ การเห็นภาพรวม การสังเกตรายละเอียด สามารถค้นพบ

ศักยภาพของตนเอง  อันเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพได้  ด้วยการมีความรับผิดชอบ                 มีระเบียบวินัย  สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข

                วิสัยทัศน์

      การเรียนรู้ศิลปะ  มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้  ความเข้าใจ การคิดที่เป็นเหตุเป็นผลถึงวิธีการทางศิลปะ  ความเป็นมาของรูปแบบ  ภูมิปัญญาท้องถิ่นและรากฐานทางวัฒนธรรม  ค้นหาว่าผลงานศิลปะสื่อความหมายกับตนเอง  ค้นหาศักยภาพ  ความสนใจส่วนตัว  ฝึกการเรียนรู้  การสังเกตที่ละเอียดอ่อน                  อันนำไปสู่ความรัก  เห็นคุณค่าและเกิดความซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปะและสิ่งรอบตัว  พัฒนาเจตคติ  สมาธิ  รสนิยมส่วนตัว มีทักษะ  กระบวนการ  วิธีการแสดงออก  การคิดสร้างสรรค์  ส่งเสริมให้ผู้เรียนตระหนักถึงบทบาทของศิลปกรรมในสังคม  ในบริบทของการสะท้อนวัฒนธรรมทั้งของตนเองและวัฒนธรรมอื่น  พิจารณาว่า  ผู้คนในวัฒนธรรมของตนมีปฏิกิริยาตอบสนองต่องานศิลปะ  ช่วยให้มีมุมมองและเข้าใจโลกทัศน์กว้างไกล  ช่วยเสริมความรู้  ความเข้าใจ  มโนทัศน์ด้านอื่น ๆ  สะท้อนให้เห็นมุมมองของชีวิต สภาพเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง  การปกครองและความเชื่อ  ความศรัทธาทางศาสนา ด้วยลักษณะธรรมชาติของกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  การเรียนรู้  เทคนิค  วิธีการทำงาน  ตลอดจนการเปิดโอกาสให้แสดงออก               อย่างอิสระ  ทำให้ผู้เรียนได้รับการส่งเสริม  สนับสนุนให้คิดริเริ่ม  สร้างสรรค์  ดัดแปลง  จินตนาการ                              มีสุนทรียภาพ  และเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยและสากล

                กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเสริมสร้างให้ชีวิตมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น  ช่วยให้มีจิตใจ            ที่งดงาม  สมาธิที่แน่วแน่  สุขภาพกายและสุขภาพจิต  มีความสมดุล  เป็นรากฐานของการพัฒนาชีวิตที่สมบูรณ์  เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติโดยส่วนตนและส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมโดยรวม

                คุณภาพของผู้เรียน

      เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐานในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะแล้ว  ผู้เรียนจะมีสภาพจิตใจที่งดงาม  มีสุนทรียภาพ  มีรสนิยม  รักความสวยงาม  รักความเป็นระเบียบ  มีการรับรู้อย่างพินิจพิเคราะห์  เห็นคุณค่าความสำคัญของศิลปะ  ธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อม  ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของคนในชาติ  สามารถค้นพบศักยภาพความสนใจของตนเองอันเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพทางศิลปะ  มีจินตนาการ  ความคิดสร้างสรรค์  มีความเชื่อมั่นพัฒนาตนเองได้  และแสดงออกได้อย่างสร้างสรรค์  มีสมาธิในการทำงาน  มีระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ  สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข 

                เมื่อจบการศึกษาแต่ละช่วงชั้นผู้เรียนจะมีคุณภาพ  ดังนี้

                      ช่วงชั้นที่   (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6) 

1.  สร้าง  นำเสนอหรือแสดงผลงานศิลปะ  โดยเลือกใช้การผสมผสาน  ของทัศนธาตุ   องค์ประกอบดนตรี  องค์ประกอบนาฏศิลป์  และทักษะทางเทคนิคให้ได้ผลตามที่ต้องการ  ประเมินผลงานของตนเองและอธิบายให้ผู้อื่นรับรู้ได้

2.  วิเคราะห์เทคนิคการจัดทัศนธาตุ องค์ประกอบดนตรี  องค์ประกอบ- นาฏศิลป์  ที่มีผลต่อการสื่อความคิด  ความรู้สึกและผลกระทบต่องานศิลปะสาขาต่าง ๆ  และอธิบายหลักและความงามของศิลปะในการสร้างงานศิลปะได้

3.  วิเคราะห์งานศิลปะสาขาต่าง ๆ  โดยวิธีการเปรียบเทียบความแตกต่างของงานศิลปะจากกาลเวลาและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน  อธิบายเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมที่มีผลต่องานศิลปะได้

                4.  นำความรู้ทางศิลปะที่ตนถนัดและสนใจไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและการเรียนรู้กลุ่มสาระนั้น ๆ  ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                5.  เห็นคุณค่าของการสร้างสรรค์งานศิลปะ  รับผิดชอบ  และมุ่งมั่น  ในการปฏิบัติงาน  แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ในการทำงานศิลปะร่วมกับผู้อื่น

               6.  เห็นคุณค่าของศิลปะ  ธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อม  รัก  หวงแหน  ภูมิใจ  ในภูมิปัญญาท้องถิ่น                  ภูมิปัญญาไทย  และสากล  การสืบทอดงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมไทย

                สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นที่  4

                      สาระที่  2  ดนตรี

                             มาตรฐาน   2.1   เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์  วิเคราะห์  วิพากษ์

วิจารณ์คุณค่าทางดนตรี  ถ่ายทอดความรู้สึก  ความคิดต่อดนตรีอย่างอิสระ  ชื่นชมและประยุกต์ใช้

ในชีวิตประจำวัน

                            มาตรฐานการเรียนรู้

                                   1.  เข้าใจเรื่องเครื่องดนตรีชนิดต่าง ๆ  ที่ใช้ในการผสมวงและทำให้เกิดวงดนตรี

ประเภทต่าง ๆ  ทั้งไทยและสากลระบุได้ว่าดนตรีมีอิทธิพลต่อบุคคลและสังคม

                                  2.  ขับร้องและบรรเลงดนตรี  โดยเลือกผสมผสานองค์ประกอบ  และทักษะดนตรี 

ให้ได้ผลตามความต้องการ

                                  3.  ใช้และบำรุงรักษาเครื่องดนตรีด้วยความระมัดระวัง  ปลอดภัยและมีความ

รับผิดชอบ

                               4.  แสดงออกถึงการรับรู้ความไพเราะของดนตรีจากประสบการณ์  และความสนใจ 

โดยใช้หลักการพื้นฐานทางดนตรี

                              5.  แสดงความคิดเห็น  และวิเคราะห์องค์ประกอบและ  ความไพเราะของผลงาน 

ดนตรีตามหลักการทางดนตรี

                              6.  สร้างสรรค์ทางดนตรี  และนำความรู้ทางดนตรีไปใช้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้

อื่น ๆ  และในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                             มาตรฐาน   2.2   เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี  ประวัติศาสตร์  และวัฒนธรรม   เห็นคุณค่าของดนตรีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม  ภูมิปัญญาท้องถิ่น  ภูมิปัญญาไทย  และสากล               

                            มาตรฐานการเรียนรู้  

                                  1.  เข้าใจยุคสมัยและวิวัฒนาการของดนตรีไทยและสากล

                                  2.  เห็นคุณค่า  รัก  และภาคภูมิใจในมรดกทาง  วัฒนธรรม  ภูมิปัญญาไทย  เข้าใจ
การสืบทอดดนตรีที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมระดับชาติ
  และนานาชาติ

การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

                การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเกิดขึ้นจากพื้นฐานความเชื่อที่ว่า  การจัดการศึกษามีเป้าหมายสำคัญที่สุด  คือการจัดการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้  เพื่อให้ผู้เรียนแต่ละคนได้พัฒนาตนเองสูงสุด  ตามกำลังหรือศักยภาพของแต่ละคน  แต่เนื่องจากผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน  ทั้งด้านความต้องการ  ความสนใจ  ความถนัดและยังมีทักษะพื้นฐานอันเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะใช้ในการเรียนรู้  อันได้แก่  ความสามารถทางสมอง  ระดับสติปัญญาและการแสดงผลของการเรียนรู้ออกมาในลักษณะที่ต่างกัน                 จึงควรมีการจัดการที่เหมาะสมในลักษณะที่แตกต่างกันตามเหตุปัจจัยของผู้เรียนแต่ละคนและผู้ที่มีบทบาทสำคัญในกลไกของการจัดการนี้  คือครู  แต่จากข้อมูลอันเป็นปัญหาวิกฤตทางการศึกษา  และวิกฤตของผู้เรียนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า  ครูยังแสดงบทบาท  และทำหน้าที่ของตนเองไม่เหมาะสม  จึงต้องทบทวนทำความเข้าใจ  ซึ่งนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตทางการศึกษาและวิกฤตของผู้เรียนต่อไป                (นวลจิตต์  เชาวกีรติพงศ์  2545 : 2 – 9 )

                การทบทวนบทบาทครู  ควรเริ่มจากการทบทวนและปรับแต่งความคิด  ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของการเรียน  โดยต้องถือว่า  แก่นแท้ของการเรียนคือ  การเรียนรู้ของผู้เรียน  ต้องเปลี่ยนจากการยึดวิชาเป็นตัวตั้ง  มาเป็นยึดมนุษย์หรือผู้เรียนเป็นตัวตั้ง  หรือที่เรียกว่า  ผู้เรียนเป็นสำคัญครูต้องคำนึงถึงหลักความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นสำคัญ  ถ้าจะเปรียบการทำงานของครูกับแพทย์คงไม่ต่างกันมากนัก  แพทย์มีหน้าที่บำบัดรักษาอาการป่วยไข้ของผู้ป่วย  ด้วยการวิเคราะห์ วินิจฉัยอาการของผู้ป่วย             แต่ละคนที่มีความแตกต่างกัน  แล้วจัดการบำบัดด้วยการใช้ยาหรือการปฏิบัติอื่น ๆ  ที่แตกต่างกัน  วิธีการรักษาแบบหนึ่งแบบใดคงจะใช้บำบัดรักษาผู้ป่วยทุกคนเหมือน ๆ  กันไม่ได้นอกจากจะมีอาการป่วยแบบเดียวกันในทำนองเดียวกัน  ครูก็จำเป็นต้องทำความเข้าใจและศึกษาให้รู้ข้อมูล  อันเป็นความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละคน  และหาวิธีสอนที่เหมาะสม  เพื่อให้ผู้เรียน  เกิดการเรียนรู้อย่างเต็มที่  เพื่อพัฒนาผู้เรียนแต่ละคน  และหาวิธีสอนที่เหมาะสม  เพื่อให้ผู้เรียน  เกิดการเรียนรู้อย่างเต็มที่  เพื่อพัฒนาผู้เรียนแต่ละคนนั้นให้บรรลุถึงศักยภาพสูงสุดที่มีอยู่  และจากข้อมูลที่เป็นวิกฤตทางการศึกษา  และวิกฤตของผู้เรียนอีกประการหนึ่ง  คือ  การจัดการศึกษาที่ไม่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้นำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาปฏิบัติในชีวิตจริงทำให้         ไม่เกิดการเรียนรู้ที่ยั่งยืนครูจึงต้องหันมาทบทวนบทบาทและหน้าที่ที่จะต้องตระหนักว่า  คุณค่าของการเรียนรู้คือการได้นำสิ่งที่เรียนรู้มานั้นไปปฏิบัติให้เกิดผลด้วย  ดังนั้นหลักการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญจึงมีสาระที่สำคัญ   ประการ  คือ  การจัดการโดยคำนึงถึงความแตกต่างของผู้เรียนและการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้นำเอาสิ่งที่เรียนรู้ไปปฏิบัติในการดำเนินชีวิตเพื่อพัฒนาตนเองไปสู่ศักยภาพสูงสุดที่แต่ละคนจะมีและเป็นได้  

แนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

                     การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  หรือที่รู้จักในชื่อเดิมว่าการจัดการเรียน            การสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง(Student  Centered หรือ Child  Centered)เป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่รู้จักกันมานานในวงการศึกษาไทยแต่ไม่ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติรวมกับความเคยชิน                 ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาด้วยรูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยยึดครูเป็นศูนย์กลาง (Teacher  Centered)  มาตลอด  เมื่อเป็นครูก็เคยชินกับการจัดการเรียนการสอนแบบเดิม ๆ  ที่เคยรู้จัก  จึงทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญเท่าที่ควร  แต่ในยุคของการปฏิรูปการศึกษานี้ได้มีการกำหนดเป็นกฎหมายแล้วว่า  ครูทุกคนจะต้องใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญได้  จึงเป็นความจำเป็นที่ครูทุกคนจะต้องให้ความสนใจกับรายละเอียดในส่วนนี้                  โดยการศึกษา  ทำความเข้าใจและหาแนวทางมาใช้ในการปฏิบัติงานของตนให้ประสบผลสำเร็จ                            (พนม  พงษ์ไพบูลย์ 2544  : 46)

                      การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  ครูหรือผู้จัดการเรียนรู้ควรมีความเชื่อพื้นฐาน

อย่างน้อย   ประการ  คือ

                            1.  เชื่อว่าทุกคนมีความแตกต่างกัน

                            2.  เชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้ได้

                            3.  เชื่อว่าการเรียนรู้เกิดได้ทุกที่  ทุกเวลา

      ดังนั้น  การจัดการเรียนรู้จึงเป็นการจัดบรรยากาศ  จัดกิจกรรม  จัดสื่อ  จัดสถานการณ์ ฯลฯ 

ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพ  ครูจึงมีความจำเป็นที่จะต้องรู้จักผู้เรียนครอบคลุมอย่างรอบด้าน  และสามารถวิเคราะห์ข้อมูล  เพื่อนำไปเป็นพื้นฐานการออกแบบหรือวางแผนการเรียนรู้ได้สอดคล้องกับผู้เรียน  สำหรับในการจัดกิจกรรมหรือออกแบบการเรียนรู้  อาจทำได้หลายวิธีการ  และหลายเทคนิค  แต่มีข้อควรคำนึงว่า  ในการจัดการเรียนรู้แต่ละครั้ง  แต่ละเรื่อง  ได้เปิดโอกาสให้กับผู้เรียนในเรื่องต่อไปนี้หรือไม่

                            1.  เปิดโอกาสให้นักเรียนเป็นผู้เลือกหรือตัดสินในเนื้อหาสาระที่น่าสนใจ  เป็นประโยชน์ ต่อตัวผู้เรียนหรือไม่

                            2.  เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้  โดยได้คิด  ได้รวบรวมความรู้  และลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเองหรือไม่  ซึ่ง  ทิศนา  แขมมณี  ( 2543  : 2 - 14)  ได้นำเสนอแนวคิดในการเปิดโอกาส  ให้นักเรียนมีส่วนร่วมและสามารถนำไปใช้เป็นแนวปฏิบัติได้  ดังนี้

                                  2.1  กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีที่ควรช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางด้านร่างกาย (Physical Participation)  คือ เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเคลื่อนไหวร่างกาย  เพื่อช่วยให้ประสาท        การเรียนรู้ของผู้เรียนตื่นตัว  พร้อมที่จะรับข้อมูลและการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น  การรับรู้เป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้  ถ้าผู้เรียนอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อม  แม้จะมีการให้ความรู้ที่ดี ๆ  ผู้เรียนก็ไม่สามารถรับได้                ดังจะเห็นได้ว่าถ้าปล่อยให้ผู้เรียนนั่งนาน ๆ ในไม่ช้าผู้เรียนก็จะหลับหรือคิดเรื่องอื่น ๆ แต่ถ้าให้มีการเคลื่อนไหวทางกายบ้างก็จะทำให้ประสาทการเรียนรู้ของผู้เรียนตื่นตัวและพร้อมที่จะรับและเรียนรู้ส่วน   ต่าง ๆ ได้ดี  ดังนั้น  กิจกรรมที่จัดให้ผู้เรียนจึงควรเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียน  ได้เคลื่อนไหวในลักษณะใดลักษณะหนึ่งเป็นระยะ ๆ  ตามความเหมาะสมกับวัยและระดับความสนใจของผู้เรียน

                                  2.2  กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีควรช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมทางสติปัญญา (Intellectual Particpation)  คือ  เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเคลื่อนไหวทางสติปัญญา  ต้องเป็นกิจกรรมที่        ท้าทายความคิดของผู้เรียน  สามารถกระตุ้นสมองของผู้เรียนให้เกิดการเคลื่อนไหวต้องเป็นเรื่องที่ไม่ยากหรือง่ายเกินไปทำให้ผู้เรียนเกิดความสนุกที่จะคิด

                                  2.3  กิจกรรมที่เรียนรู้ที่ดีควรช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสังคม ( Social Particpation)  คือ เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับบุคคลหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว  เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องอยู่รวมกันเป็นหมู่คณะ  มนุษย์ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับผู้อื่นและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทางด้านสังคม

                                  2.4  กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีควรช่วยให้ผู้เรียน  มีส่วนร่วมทางอารมณ์ (Emottional Particpation)  คือ  เป็นกิจกรรมที่ส่งผลต่ออารมณ์  ความรู้สึกของผู้เรียน  ซึ่งจะช่วยให้การเรียนรู้นั้น                 เกิดความหมายต่อตนเองโดยกิจกรรมดังกล่าวควรเกี่ยวข้องกับผู้เรียนโดยตรง  โดยปกติการมีส่วนร่วมทางอารมณ์นี้มักเกิดขึ้นพร้อมกับการกระทำอื่น ๆ อยู่แล้ว  เช่น  กิจกรรมทางกาย  สติปัญญา  และสังคมทุกครั้ง  ที่ครูให้ผู้เรียนเคลื่อนที่ เปลี่ยนอิริยาบถ  เปลี่ยนกิจกรรม  ผู้เรียนจะเกิดอารมณ์  ความรู้สึกตามมาด้วยเสมอ  อาจเป็นความพอใจ  ไม่พอใจหรือเฉย  

                      การจัดการเรียนการสอนทั่วไป  ครูสามารถออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ตามแนวทาง ต่อไปนี้

                            1.  การจัดกิจกรรมเอื้ออำนวยให้เกิดการสร้างความรู้ (Construct)  จากความคิดพื้นฐานที่     เชื่อว่า  ในสมองของผู้เรียนมิได้มีแต่ความว่างเปล่า  แต่ทุกทุกคนมีประสบการณ์เดิมของตนเอง  เมื่อได้รับประสบการณ์ใหม่  สมองจะพยายามปรับข้อมูลเดิมที่มีอยู่โดยการต่อเติมเข้าไป  ในกรณีที่ข้อมูลเดิมและข้อมูลใหม่ไม่มีความขัดแย้งกัน  แต่ถ้าขัดแย้งกันก็จะปรับโครงสร้างของข้อมูลเดิมเพื่อให้สามารถรับ       ข้อมูลใหม่ได้  ซึ่งอาจทำให้โครงสร้างของมูลเดิมเปลี่ยนแปลงไป  และถ้าได้มีโอกาสแสดงความรู้ที่สร้างได้นั้นออกมาด้วยคำพูดของตนเอง  การสร้างความรู้นั้นก็สมบูรณ์  ดังนั้นถ้าครูสามารถออกแบบกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ลงมือกระทำตามแนวความคิดนี้  ผู้เรียนก็จะสามารถสร้างความรู้ได้  พฤติกรรมที่ครูควร     ออกแบบในกิจกรรมการเรียนของผู้เรียน  มีดังนี้

                                  1.1  ให้ผู้เรียนได้ทบทวนความรู้เดิม

                                  1.2   ให้ผู้เรียนได้รับ / แสวงหา /รวบรวมข้อมูล/ประสบการณ์ต่าง ๆ

                                  1.3   ให้ผู้เรียนได้ศึกษาข้อมูล  ทำความเข้าใจและสร้างความหมายข้อมูล

                                  1.4   ให้ผู้เรียนได้สรุปจัดระเบียบ / โครงสร้างความรู้

                                  1.5   ให้ผู้เรียนได้แสดงออกในสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วยวิธีการต่าง ๆ

                      ในกิจกรรมการเรียนการสอนทั่วไป  ครูสามารถออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องตามลำดับ  ขั้นตอนต่าง ๆ ในขณะที่ให้ความรู้  โดยเปลี่ยนบทบาทจากที่เคยบอกความรู้โดยตรงให้ผู้เรียนบันทึกหรือคัดลอก  เป็นการใช้คำสั่งและคำถามดำเนินกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ลงมือกระทำ  เพื่อสร้างความรู้ด้วยตนเอง  โดยครูเตรียมสื่อการสอนที่เป็นตัวอย่างเครื่องมือหรือการปฏิบัติงานในลักษณะต่าง ๆ เป็นข้อมูลหรือประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้เข้าใจ  ครูอาจชี้ข้อมูลที่ควรสังเกตและวิธีการจัดระบบระเบียบโครงสร้าง     ความรู้ให้  เช่น  สอนให้เขียนโครงสร้างความรู้เป็นแผนผังที่ตนเองเข้าใจและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงออกว่า  ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เรื่องใด  เช่น  ให้อธิบายแผนผังความคิดที่ตนเองเขียนขึ้นตามความเข้าใจ  หรือให้เล่าถึงสิ่งที่เรียนรู้โดยครูใช้คำถามหรือคำสั่งเป็นสื่อ  และมีการเสริมแรงที่เหมาะสมจะทำให้ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจ  สนุกและต้องการเรียนรู้อีก

                            2.  การจัดกิจกรรมที่เอื้ออำนวยให้เกิดการมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction)  คือ  การจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้กระทำสิ่งต่าง ๆ หรือการกระทำบางอย่าง  ดังต่อไปนี้

                                  2.1  ให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลต่าง ๆ  ได้แก่  การพูดอภิปรายกับเพื่อน  กับครูหรือผู้เกี่ยวข้องกับการทำงาน  ผู้ที่สามารถให้ข้อมูลบางอย่างที่ผู้เรียนต้องการได้

                                  2.2  ให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ  เช่น  กำหนดให้ผู้เรียนสำรวจอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบริเวณโรงเรียน

                                   2.3   ให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ  เช่น  กำหนดให้ผู้เรียนสังเกตการกินอาหารของสัตว์หรือรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะของต้นไม้ชนิดต่าง ๆ

                                  2.4  ให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางด้านสื่อโสตทัศน์  วัสดุและเทคโนโลยี    ต่าง ๆ  เช่น  ให้ผู้เรียนไปหาข้อมูลจากคอมพิวเตอร์หรือให้อ่านในใบความรู้  ใบงาน  หรือใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง  ๆ ในการเรียน

                            3.  การจัดกิจกรรมที่เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนได้เคลื่อนไหวร่างกาย (Physical  Paricipation)                       คือ  การจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเคลื่อนไหวอวัยวะหรือกล้ามเนื้อต่าง ๆ  เป็นระยะ ๆ ตามความ เหมาะสมกับวัย  วุฒิภาวะและความสนใจของผู้เรียน  โดยกล้ามเนื้อที่เคลื่อนไหว  อาจเป็นส่วนต่าง ๆ ดังนี้                                                          3.1  กล้ามเนื้อมัดย่อย  เช่น  การพิมพ์ดีด  ร้อยมาลัย  พับกระดาษ วาดรูป   ใช้ไขควงขันอุปกรณ์   เย็บผ้า  เขียนแบบ  ปฏิบัติการใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์

                                  3.2  กล้ามเนื้อมัดใหญ่  เช่น  กิจกรรมย้ายเก้าอี้  จัดโต๊ะ  ทุบโลหะ  ตอกตะปู  ยกของ      ก่ออิฐ  ฉาบปูน  ขุดดิน ฯลฯ

                            4.  การจัดกิจกรรมที่เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการ  คือ  การจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการต่าง ๆ  เช่น  กระบวนการแสวงหาความรู้  กระบวนการกลุ่ม  กระบวนการศึกษาด้วยตนเอง กระบวนการจัดการ  กระบวนการแก้ปัญหาและตัดสินใจ  กระบวนการทำงาน  กระบวนการอื่น ๆ  โดยครูจัดกิจกรรม สถานการณ์  หรือกำหนดให้ผู้เรียนหาข้อมูลหรือความรู้โดยใช้กระบวนการดังกล่าวเป็นเครื่องมือ

                            5.  การจัดกิจกรรมที่เอื้ออำนวยให้เกิดการประยุกต์ใช้ความรู้ (Application)  คือ  การจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนมีโอกาสได้กระทำสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

                                       5.1  ได้นำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ ที่หลากหลาย

                                 5.2  ได้ฝึกฝนพฤติกรรมการเรียนรู้จนเกิดความชำนาญ

                            โดยครูจัดสถานการณ์แบบฝึกหัดหรือโจทย์ปัญหาให้ผู้เรียนได้ลงมือกระทำ  เพื่อให้เกิดความมั่นใจและความชำนาญในการที่จะนำเอาความรู้นั้นมาใช้เป็นประจำในชีวิตจริง

                            การจัดกิจกรรมในขั้นตอนนี้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญ  แต่กลับเป็นจุดอ่อนของการจัด      การเรียนรู้ของไทยทุกระดับ  เพราะมีการปฏิบัติหรือมีพฤติกรรมการนำความรู้  ความเข้าใจที่ได้รับจากการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันค่อนข้างน้อย  ทั้งนี้  เนื่องจากในการเรียนการสอนผู้เรียนยังขาดการฝึกฝนการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

                การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  มีจุดเด่นที่ต่างกัน  คือ

                      1.  รายวิชาที่มีเนื้อหามุ่งให้ผู้เรียนเรียนรู้กฎเกณฑ์และการนำเอากฎเกณฑ์ไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ  เช่น  วิชาคณิตศาสตร์  ครูสามารถใช้กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยใช้วิธีสอนแบบอุปนัย  และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นำไปใช้แก้ปัญหา                ในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยใช้วิธีการสอนแบบนิรนัย  การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นก็จะเป็นการเรียนรู้ที่ยั่งยืน

                      2.  รายวิชาที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้จากการค้นคว้าทดลอง  และการอภิปราย  โดยใช้หลักเหตุผล  เช่น  วิชาวิทยาศาสตร์  ผู้เรียนมีโอกาสที่จะได้สร้างความรู้เองโดยตรงเพียงแต่ครูต้องรู้จักการใช้คำถามที่ยั่วยุและเชื่อมโยงความคิด

                      3.  รายวิชาที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับข้อมูลที่หลากหลายเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของคน                 ในสังคม  ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล  ข้อมูลที่มีลักษณะยั่วยุให้ออกความคิดเห็นได้  เช่น วิชาสังคมศึกษา  และวรรณคดี  เป็นลักษณะพิเศษที่ครูจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือให้เกิดกิจกรรมการใช้ความคิดอภิปราย  นำไปสู่ข้อสรุป  เป็นผลของการเรียนรู้และการสร้างนิสัยยอมรับฟังความคิดเห็นกัน  เป็นวิถีทางที่ดีใน              การปลูกฝังประชาธิปไตยให้กับผู้เรียน

                      4.  รายวิชาที่ต้องอาศัยการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นหลัก  เช่น  วิชาพลศึกษาและการงานอาชีพ  ครูควรใช้โอกาสดังกล่าวให้ผู้เรียนได้สร้างความรู้ผ่านกระบวนการทำงาน

                      5.  รายวิชาที่ส่งเสริมความคิดจินตนาการและการสร้างสุนทรียภาพ  เช่น  วิชาศิลปะและดนตรี นอกจากจะมีโอกาสเคลื่อนไหวร่างกายแล้ว  ผู้เรียนยังมีโอกาสได้สร้างความรู้และความรู้สึกที่ดีผ่านกระบวนการทำงานที่ครูออกแบบไว้ให้

                ลักษณะกระบวนการเรียนรู้ที่พึงประสงค์

                   กระบวนการเรียนรู้ที่พึงประสงค์  คือ  กระบวนการทางปัญญาที่พัฒนาบุคคลต่อเนื่องตลอดชีวิต  สามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลาทุกสถานที่  เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มีความสุข  บูรณาการเนื้อหาสาระตามความเหมาะสมของระดับการศึกษา  เพื่อให้ผู้เรียนได้มีความรู้เกี่ยวกับตนเองและความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม  สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน  ทันสมัย  เน้นกระบวนการคิดและการปฏิบัติ  ได้เรียนรู้ตามสภาพจริง  มีทางเลือกและมีแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย  โดยมีผู้เรียน  ครูและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมจัดบรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเป็นคนดี  คนเก่งและมีความสุข  (คณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้.  2544  : 19 - 27)

                      ลักษณะกระบวนการเรียนรู้ที่พึงประสงค์

                            1.  เป็นกระบวนการทางปัญญาพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

                            2.  เรียนรู้อย่างมีความสุข  เน้นประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ

                            3.  บูรณาการสาระการเรียนรู้  สอดคล้องกับความสนใจ  ทันสมัยตามสภาพจริง

                            4.  เน้นกระบวนการคิดและการปฏิบัติจริง  นำไปใช้ประโยชน์ได้

                            5.  เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน  โดยมีผู้เรียน  ครูและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายร่วมจัดบรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้

                การจัดกระบวนการเรียนรู้เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมหรือที่เรียกว่า  บูรณาการ  ตามที่กล่าวไว้        ข้างต้นนั้น  การใช้โครงงานเป็นนวัตกรรมที่เหมาะสมที่จะใช้ในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  ซึ่งย่อมส่งผลให้ได้คนไทยที่เป็น  คนดี  คนเก่งและมีความสุข  คุณสมบัติ   ประการ  ต่างเป็นปัจจัย                อิงอาศัยซึ่งกันและกัน  มิได้เรียงลำดับก่อนหลัง  เพราะถ้าพิจารณาอย่างบูรณาการแล้วก็ไม่จำเป็นต้อง       ถกเถียงกันว่าคำใดควรมาก่อนคำใด  จุดหมายสำคัญของ การปฏิรูปการเรียนรู้  คือ  การพัฒนาคุณภาพของคนไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ  ทุกฝ่ายต้องส่งเสริมให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต  ผู้เรียนมีโอกาสได้คิด  ทำ  ทบทวน  พิสูจน์ผล  แล้วนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง  พึ่งพาตนเองได้เนื่องจากใฝ่หาความรู้ได้เองและใช้ความรู้ทางสร้างสรรค์  เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมการจัดกิจกรรมแบบโครงงานจึงเอื้ออำนวยให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการ  คือ  การจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการ

ต่าง ๆ  เช่น  กระบวนการแสวงหาความรู้  กระบวนการกลุ่ม  กระบวนการศึกษาด้วยตนเอง  กระบวนการจัดการ กระบวนการแก้ปัญหาและตัดสินใจ  การฝึกกระบวนการทำงาน และกระบวนการศึกษาด้วยตนเอง  กระบวนการแก้ปัญหาและตัดสินใจ  การฝึกกระบวนการทำงานและกระบวนการอื่น ๆ โดยครูจัดกิจกรรม  สถานการณ์  หรือกำหนดให้ผู้เรียนหาข้อมูลหรือความรู้โดยใช้กิจกรรมโครงงานเป็นเครื่องมือ

แนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยโครงงาน

                สมชัย  โกมล  (2544  :  1 - 4 )   ได้กล่าวไว้ในเอกสารประกอบการอบรมเชิงปฏิบัติการ  เรื่อง              การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยโครงงาน  โดยได้กล่าวถึง  ความหมายหลักการ  จุดมุ่งหมายและประเภทของโครงงาน  ไว้ดังนี้

                      1.  ความหมายของโครงงาน

    โครงงานเป็นการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระต่างๆ  ซึ่งผู้เรียนเป็นผู้

ปฏิบัติและศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง  โดยอาศัยกระบวนการแสวงหาความรู้ต่าง ๆ  ภายใต้การแนะนำปรึกษาและดูแลของครู  ซึ่งอาจใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ช่วยในการศึกษา  ค้นคว้าเพื่อให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์

                      2.  หลักการของโครงงาน

                            2.1  เน้นการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง

                            2.2  เน้นกระบวนการแสวงหาความรู้

                            2.3  เน้นการคิดเป็น  ทำเป็น  และแก้ปัญหาเป็น

                            2.4  เน้นฝึกให้ผู้เรียนเรียนรู้วิธีการศึกษาค้นคว้าและแก้ปัญหา  มิได้เน้นการส่ง

เข้าประกวดเพื่อรับรางวัล

                      3.  จุดมุ่งหมายของโครงงาน

                            3.1  เพื่อให้ผู้เรียนสะสมองค์ความรู้และสร้างงานได้ด้วยตนเอง

                            3.2  เพื่อให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง  ตั้งแต่วางแผน  ลงมือ

ปฏิบัติ  นำเสนอผลการปฏิบัติ

                      4.  ประเภทของโครงงาน

                            4.1  โครงงานประเภทการสำรวจ  เป็นกิจกรรมการศึกษาเพื่อรวบรวมข้อมูลของสิ่งต่าง ๆ  แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาจัดกระทำ  เช่น  จำแนกเป็นหมวดหมู่  แล้วนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เห็นลักษณะหรือความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ในเรื่องที่ศึกษา

                            4.2  โครงงานประเภทการทดลอง  เป็นการศึกษาหาคำตอบของปัญหาโดยการออกแบบ

การทดลองและดำเนินการทดลอง  เพื่อหาคำตอบของปัญหาที่ต้องการทราบหรือเพื่อตรวจสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้

   4.3  โครงงานประเภทการพัฒนาหรือการประดิษฐ์  เป็นการพัฒนาหรือประดิษฐ์เครื่องมือ 

เครื่องใช้  อุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์  อาจเป็นการประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ  หรือยังไม่เคยมี           มาก่อนหรือการปรับปรุงของเดิมให้ดีกว่าเดิม  หรืออาจเป็นการสร้างแบบจำลองทางความคิดเพื่อแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง

 

                            4.4  โครงงานประเภทการสร้างทฤษฎี  เป็นโครงงานที่ศึกษาเกี่ยวกับสาเหตุความเป็นมา  ผลกระทบ  ตลอดจนเรื่องราวต่าง ๆ อย่างมีเหตุผล  หลักการ  ทฤษฎีสนับสนุน  อาจเสนอในรูปแบบของคำอธิบาย บทความ ความเรียง  บทสนทนาต่าง ๆ สูตรหรือสมการ

                สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2544  :  4 - 17)  ได้กล่าวถึง  เจตนารมณ์ความหมาย ลักษณะสำคัญของโครงงาน  แผนการจัดกิจกรรม  และแนวทางการช่วยเหลือสนับสนุนให้นักเรียนจัดทำโครงงาน  ไว้ดังนี้

                      1.  เจตนารมณ์

                            เพื่อมุ่งหวังให้ผู้เรียน  ได้แสดงศักยภาพในการนำความรู้ไปใช้เพื่อขยายความรู้ให้กว้างและลึกซึ้งและสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริง

                      2.  ความหมาย

                            การจัดกิจกรรมโครงงาน  เป็นการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้เลือกและสร้างกระบวนการเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลุ่มลึกด้วยตนเอง  โดยใช้วิธีการและแหล่งการเรียนรู้ที่

หลากหลาย  และสามารถนำผลการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้

                      3.  ลักษณะสำคัญของโครงงาน

                            3.1  เป็นเรื่องที่นักเรียนสนใจ  สงสัย  ต้องการหาคำตอบ

                            3.2  เป็นการเรียนรู้ที่มีกระบวนการ  มีระบบ  ครบกระบวนการ

                            3.3  เป็นการบูรณาการการเรียนรู้

                            3.4  นักเรียนใช้ความสามารถหลายด้าน

                            3.5  มีความสอดคล้องกับชีวิตจริง

                            3.6  มีการศึกษาอย่างลุ่มลึกด้วยวิธีการและแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย

                            3.7  เป็นการแสวงหาความรู้และสรุปความรู้ด้วยตนเอง

                            3.8  มีการนำเสนอโครงงานด้วยวิธีการที่เหมาะสม  ในด้านกระบวนการและผลงานที่ค้นพบ

                            3.9  ข้อค้นพบ  สิ่งที่ค้นพบสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

                      4.  แผนการจัดกิจกรรมโครงงาน

                            4.1  ระยะเริ่มต้นโครงงาน

                            4.2  ระยะการทำโครงงาน

                            4.3  ระยะการเสนอผลการศึกษา

                            4.4  ระยะการพัฒนาโครงงาน

                      5.  ระยะเริ่มต้นโครงงาน  การเลือกเรื่องที่จะทำโครงงาน  มีแนวทางดังนี้

                            5.1  เรื่องที่เด็กสนใจจากตัวนักเรียนเอง

                            5.2  เรื่องที่นักเรียนสนใจศึกษาเพื่อแก้ปัญหาที่ประสบในชีวิตประจำวัน

                            5.3  เรื่องที่เด็กสนใจจากเหตุการณ์ปัจจุบัน  ชุมชน  บทเรียน

                            5.4  เรื่องเด็กสนใจจากการกระตุ้นของครู

                      6.  การเลือกเรื่องหรือปัญหาที่ศึกษา

                            การเรียนรู้ด้วยโครงงาน  เริ่มจากนักเรียนมีความสนใจอยากศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลึกซึ้ง โดยเรื่องที่ศึกษาอาจเป็นประเด็นทั่ว ๆ ไปหรือปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง  ซึ่งจะตรงกับสาขาวิชาใดก็ได้  สิ่งสำคัญคือเรื่องหรือปัญหาที่ได้มาต้องมาจากนักเรียนเกิดความสงสัยหรือต้องการหาคำตอบ  หรือต้องการปฏิบัติงานนั้น ๆ  ด้วยตนเอง  ไม่ใช่ครูเป็นผู้กำหนด  ทั้งนี้โครงงานที่นักเรียนจะศึกษานั้น  นักเรียนต้องมีความรู้พื้นฐานมาแล้ว  เพราะโครงงานเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนนำความรู้ไปใช้  เว้นแต่ในกรณีเด็กเล็กที่สนใจอยากศึกษา  ครูก็สามารถจัดกิจกรรมโครงงานให้นักเรียนได้แสวงหาความรู้ได้เชื่อมต่อประสบการณ์  เพื่อเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนมีนิสัยใฝ่รู้และมีทักษะพื้นฐานในการเรียน

                      7.  ระยะการทำโครงงาน  มีขั้นตอนในการดำเนินการ  ดังนี้

                            7.1  การกำหนดวัตถุประสงค์

                            7.2  การระบุประโยชน์

                            7.3  การหาแนวโน้ม / การคาดเดาคำตอบ(สมมติฐาน)

                            7.4  การกำหนดวิธีการศึกษาที่หลากหลาย

                            7.5  การเลือกแนวทางการศึกษา

                            7.6  การลงมือศึกษา

                            7.7  การเก็บรวบรวมผลที่ได้จากการศึกษา

                      8.  การกำหนดวัตถุประสงค์

                           การกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนจะช่วยให้การเรียนรู้ด้วยกิจกรรมโครงงานเป็นไป      อย่างมีประสิทธิภาพ  เป็นการตอบคำถามที่ว่าทำไปทำไม  ทำไปเพื่ออะไร  ซึ่งจะทำให้นักเรียนกำหนดแนวทางในการดำเนินงานได้ง่ายไม่สับสน

                      9.  การระบุประโยชน์

                           การระบุประโยชน์เป็นการคาดหวังในเบื้องต้นว่า  ผลกระทบที่เกิดจากการเรียนรู้ด้วยโครงงานจะมีคุณประโยชน์ในเรื่องใดบ้าง   จะทำให้นักเรียนตระหนักไว้แต่เบื้องต้นว่าทำแล้วจะได้  อะไร  มีคุณประโยชน์อย่างไร

 

 

                      10.  การหาแนวโน้ม/ การคาดเดาคำตอบ  (สมมติฐาน)

                           การหาแนวโน้ม/การคาดเดาคำตอบเป็นการเข้าไปหาสภาพจริงที่เป็นอยู่  โดยรวบรวม ข้อมูลพื้นฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันมาสัมพันธ์เชื่อมโยงหาแนวโน้ม  ทำนายหรือคาดเดาผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น  เป็นการตอบสนองความสนใจความยากรู้อยากเห็นของนักเรียน  และเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานเรื่องต่าง ๆ   การทำโครงงานในลักษณะของการแก้ปัญหาหรือเชิงทดลองนั้นการคาดเดาคำตอบมีความสำคัญมาก  เพราะเป็นเงื่อนไขที่จะกำหนดวิธีการศึกษาของนักเรียนและช่วยฝึกให้นักเรียนคิดอย่างมีเหตุผล  แต่มิใช่ว่าทุกโครงการจะมีการคาดเดาคำตอบล่วงหน้าเสมอไป ขึ้นอยู่กับลักษณะของโครงงาน

                      11.  การกำหนดวิธีการศึกษาที่หลากหลาย

นักเรียนสามารถกำหนดวิธีการศึกษาได้หลากหลาย  เป็นการหาหนทางไปสู่คำตอบ

ซึ่งจะเป็นชุดของวิธีการต่าง ๆ หลายอย่างผสมกันได้หลายชุด  ได้แก่  การสังเกต  สัมภาษณ์  สอบถาม     ฟังบรรยาย ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารตำรา  ปฏิบัติการทดลอง ปฏิบัติงาน  ไปทัศนศึกษาดูของจริง 

ดูวิดีทัศน์  อินเตอร์เน็ต  เป็นต้น  ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ว่าการเรียนรู้นั้นสามารถเรียนรู้ได้อย่างหลากหลายวิธีการตามความถนัดและสภาพที่เอื้ออำนวยและสามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลา 

                      12.  การเลือกวิธีที่จะศึกษา

ถึงแม้ว่านักเรียนจะกำหนดวิธีการศึกษาได้อย่างหลากหลายก็ตาม  นักเรียนจำเป็นต้อง

รู้จักการเลือกวิธีการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการเรียนรู้ภายใต้ข้อจำกัดที่เป็นอยู่  และวิสัยที่

ตนเองจะสามารถเรียนรู้ได้  บทบาทสำคัญของนักเรียนในขั้นตอนนี้คือการคิดตัดสินใจที่เลือกวิธีการ

เรียนรู้ที่เหมาะสมกับภาพการณ์ที่เป็นอยู่และเหมาะกับนักเรียนแต่ละคน  สำหรับบทบาทสำคัญของครู                   คือ การหาทางสนับสนุนช่วยเหลือนักเรียนได้เรียนรู้ตามวิธีการที่เขาเลือกให้ได้มากที่สุดและได้ใช้แหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่ใกล้ตัวให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งตัวบุคคล  สถานที่ภูมิปัญญาท้องถิ่น ฯลฯ

                      13.  การลงมือศึกษา

                          ขั้นตอนนี้มีความสำคัญและมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับนักเรียน  เพราะเป็นขั้นตอนของการลงมือทำขั้นตอนต่าง ๆ  ที่ผ่านมาเป็นเพียงขั้นตอนของการวางแผนการเรียนรู้เท่านั้น  นักเรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้จริงก็ต่อเมื่อได้ลงมือปฏิบัติ  ศึกษา  รวบรวมข้อมูล  จัดหมวดหมู่  วิเคราะห์  สังเคราะห์หาแนวโน้ม  เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสาร  โดยปฏิบัติกิจกรรมตามแผนการเรียนรู้ที่กำหนดไว้  รวมถึงการปรับปรุงพลิกผันได้ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  ซึ่งครูต้องติดตามสนับสนุน

ช่วยเหลือให้การเรียนรู้ของนักเรียนดำเนินไปสู่จุดหมาย

 

                      14.  ระยะการเสนอผลการศึกษา

       14.1  สรุปผล

                            14.2  นำเสนอผลการศึกษา

        14.3  เผยแพร่

  15.  สรุปผล

            เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้ที่จะสรุปหรือสร้างความรู้ด้วยตนเอง  นักเรียนต้องมีโอกาสนำข้อมูลที่รวบรวมไว้มาทำความเข้าใจ  วิเคราะห์  สังเคราะห์  สัมพันธ์เชื่อมโยงหาแนวโน้มและลงสรุปผลการดำเนินโครงงานเป็นความรู้หรือข้อค้นพบที่ได้รับ  ซึ่งรวมทั้งวิธีการได้มาและผลที่ได้ค้นพบ

  16.  นำเสนอผลการศึกษา

              เมื่อนักเรียนได้ข้อค้นพบจากการทำโครงงานแล้ว  นักเรียนผู้จัดทำควรมีโอกาสเสนอผลการ

ดำเนินงานของเขา  ทั้งในส่วนที่เป็นกระบวนการและส่วนที่เป็นผลผลิต  ครูควรฉวยโอกาสนี้สร้างเวทีเพื่อฝึกทักษะการนำเสนอกับนักเรียน  จุดสำคัญของการนำเสนอผลงานก็คือ  ในการนำเสนอนั้นต้องมีการสะท้อนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ต่อการทำโครงงานนั้น ๆ  เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  และสร้างเสริมต่อหรือจุดประกายความรู้  ความคิดที่ได้จากการนำเสนอให้กับผู้นำเสนอและผู้รับฟังอื่น ๆ  สำหรับการนำเสนอผลงานสามารถทำได้หลายรูปแบบ  เช่น  การรายงานด้วยเอกสารหนังสือเล่มเล็ก  การเล่าสู่กันฟัง  การประชุม  การจัดนิทรรศการ  การแสดงละคร  เป็นต้น  โดยนักเรียนร่วมกันเป็นผู้คิดค้นวิธีการ  และควรให้ผู้ปกครองหรือบุคคลในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการนำเสนอทั้งในการร่วมฟัง และร่วมสะท้อนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ดังกล่าวข้างต้น  การนำเสนอทำได้ทั้งในระดับชั้นเรียน  โรงเรียน ชุมชน  อำเภอ  จังหวัด  หรือระดับภูมิภาคและระดับชาติก็ได้ขึ้นอยู่กับศักยภาพและความ เหมาะสม

                      17.  การเผยแพร่

           นอกจากการนำเสนอผลงานดังกล่าวข้างต้นแล้ว  ครูควรเปิดโอกาสให้นักเรียนคิดวิธีการ

เผยแพร่  ประชาสัมพันธ์ผลงานให้กว้างขวางยิ่งขึ้น  โดยใช้วารสารวิชาการ  องค์กรชุมชนสื่อมวลชน 

ซึ่งนักเรียนจะได้มีโอกาสเขียนนำเสนอและแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อต่างๆ  ด้วยตัวของนักเรียนเอง

                      18.  ระยะการพัฒนาโครงงาน

           อย่างไรก็ตามการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมโครงงานคงไม่ยุติลงหลังจากการนำเสนอเท่านั้น 

หากแต่การเรียนรู้อย่างมีความหมายนี้จะถูกเชื่อมต่อด้วยการสะท้อนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ 

เป็นลูกโซ่ไปเกี่ยวต่อความรู้ใหม่  เกิดข้อสงสัย  ความต้องการศึกษาในเชิงลึก  เป็นสิ่งท้าทายใหม่   

ที่ควรได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้ดำเนินการค้นหาความรู้ไปอย่างต่อเนื่องลึกซึ้งโดยกำหนดเป็นเรื่องหรือปัญหาใหม่ที่อาจเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจากเรื่องเดิม  เพื่อการหาคำตอบที่ยังสงสัยอยู่หรือเป็นเรื่องใหม่

ที่มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน  แต่เป็นอีกมิติหนึ่งเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่กว้างขวาง  ลุ่มลึกยิ่งขึ้น

                      19.  แนวทางการช่วยเหลือสนับสนุนนักเรียนจัดทำโครงงาน

                             สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  (2542  :  17)  ได้เสนอแนวทางในการจัดกิจกรรม  ดังนี้

ตาราง   แนวทางการช่วยเหลือสนับสนุนให้นักเรียนจัดทำโครงงาน

 

ขั้นตอน

กิจกรรมของนักเรียน         

กิจกรรมสนับสนุนของครู        

ผลที่ได้รับ

1.  การเลือก 

เรื่อง - ปัญหา     

ประเด็น

1. สำรวจความสนใจของ

  ตนเอง  โดย                     

    1.1  สังเกตและศึกษาข้อมูลจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวหรือชุมชน  เพื่อศึกษาว่า  มีเรื่องใดเป็นประเด็นที่น่า สนใจที่จะศึกษา                             

1. กำหนดให้มีกิจกรรมสำรวจความสนใจของตน

     1.1  ชี้ชวน  ชักชวนจัดกิจกรรม

ให้มรการศึกษา  สภาพแวดล้อมรอบตัวหรือชุมชนเพื่อจุดประกายความ สงสัยใคร่รู้ให้กับนักเรียน  ไปสู่แรงจูงใจที่อยากจะศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งในเชิงลึก                                                     

นักเรียนได้เรื่อง

ปัญหาที่จะจัด

ทำเป็นโครงงาน  ซึ่งจะเป็นงานเดี่ยวหรืองานกลุ่มก็ได้

 

    1.2   ติดตามข่าวเหตุการณ์สำคัญ ๆและ สำรวจตนเองว่าสนใจที่จะศึกษาเรื่องใดเป็นพิเศษ                              

    1.2  ใช้คำถามเชื่อมโยงจากข่าวเหตุการณ์หรือปัญหาจากชุมชน  กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความยาก ติดตาม

 

 

 

 

 

 

 

 

ตาราง  1  (ต่อ)

 

ขั้นตอน

กิจกรรมของนักเรียน         

กิจกรรมสนับสนุนของครู        

ผลที่ได้รับ

 

    1.3  คิดเรื่องโยงจากเรื่อง ที่เรียนปกติว่ามีเรื่องใดที่ ต้องการจะศึกษาต่อเนื่อง     

    1.3 ใช้คำถามเชื่อมโยงจากบทเรียนปกติ เช่น  มีเรื่องอะไร  อีกที่   นักเรียนต้องการรู้

 

 

    1.4  ร่วมคิดความเชื่อม

โยง  เรื่องจาก Web                     

 

    1.4  ใช้สื่ออื่น ๆ  เช่น ภาพนิ่งป้ายนิเทศ วีดีทัศน์ ฯลฯ  และสื่อ      ที่ใช้ควรมีทั้งปัญหา ให้นักเรียนคิดที่จะศึกษาต่อ

 

 

2.  เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะศึกษาเรื่องใด  พยายามค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะศึกษาเพิ่มเติม                   

    1.5  ช่วยเหลือนักเรียนให้สามารถเลือกเรื่อ/ปัญหา/ประเด็นที่ตนเองสนใจที่จะรู้เพิ่มขึ้น ได้มากขึ้น  เพื่อจัดทำเป็นโครงงาน

    1.6 ร่วมกับนักเรียนวางแผน   กำหนดเรื่องตามรูปแบบ Web                                                             

 

2. การกำหนดจุดประสงค์        

1.  คิดทบทวน ไตร่ตรองหาเหตุผลประกอบการตัดสินใจว่าต้องการอะไรจากการกระทำโครงงานครั้งนี้”    

2. เขียนสิ่งที่ตนเองต้องการ      

3.  พูดคุยกับเพื่อนเพื่อให้

เกิดความมั่นใจยิ่งขึ้น                 

1. ใช้คำถามให้นักเรียนคิดถึงความต้องการหรือประเด็นที่ต้องการศึกษา จากเรื่องที่เลือกได้แล้ว            2. วิเคราะห์ความเป็นไปได้ ของจุดประสงค์ของนักเรียนและให้ความคิดเห็น เสนอแนะให้คิดอย่างรอบคอบ

 3.  ให้กำลังใจ              

จุดประสงค์ของโครงงาน

 

 

 

 

 

ตาราง  1  (ต่อ)

 

ขั้นตอน

กิจกรรมของนักเรียน

กิจกรรมสนับสนุนของครู

ผลที่ได้รับ

3. การคาดคะเนคำตอบ (เฉพาะบางโครงงานที่สามารถตั้ง สมมติฐานได้)                                             

เป็นกิจกรรมต่อเนื่องจากขั้นที่ 1 - 2โดยเฉพาะโครงงานวิทยาศาสตร์ ดังนี้

1.  พูดคุยกับเพื่อนเพื่อ กำหนดคำตอบล่วงหน้าซึ่งอาจมีหลายคำตอบ                                                      

1.  ใช้คำถามกระตุ้นให้คาดเดาคำตอบล่วงหน้า  นักเรียนคิดว่าจะเป็นอย่างไร   

 นักเรียนคิดว่าน่าจะมีผล ต่อ...........อย่างไร?”      

สมมติฐาน

 

2. เลือกคำตอบที่คาดว่า                                เหมาะสมและเป็นไปได้ มากที่สุด  ซึ่งสอดคล้อง

กับเรื่อง  ปัญหาประเด็น  และจุดประสงค์  

3.  เขียนสิ่งที่คิดเดาไว้เพื่อรอการพิสูจน์               

2.  วิเคราะห์ความเป็นไปได้และให้ความคิดเห็น

3.  ถามย้ำเพื่อให้นักเรียนคิดอย่างรอบคอบ และมั่นใจในคำตอบที่คาดคะเนไว้

 

4. การกำหนดวิธีการศึกษา                     

1. คิดต่อเนื่องจากขั้นตอนที่  และ3 (ถ้ามี ว่าจะศึกษาเรื่องนั้นได้อย่างไรโดย

    1.1 ถามตัวเองมีวิธีใดบ้างที่จะศึกษาเรื่องนั้น ๆ                

   1.2  เลือกวิธีการที่เหมาะสมและสามรถทำได้ในข้อจำกัดที่มีอยู่   

   1.3  กำหนดขั้นตอนหรือวิธีการศึกษาและระยะเวลา  หรือ

 

1.  กระตุ้น/ ส่งเสริม/ให้คำปรึกษาในการ

   1.1  คิดวิธีการศึกษาที่หลากหลาย 

1.2  เลือกวิธีการศึกษาที่  สามารถทำได้

  1.3  เลือกแหล่งข้อมูลที่เหมาะสม

  1.4  จัดทำเค้าโครงของโครงงาน

2.  เตรียมการประสานงานเพื่ออำนวยความสะดวกตลอดจนดูแลความปลอดภัยในการศึกษาตามขั้นตอนของโครงงาน

เค้าโครงโครงงาน

 

ตาราง  1  (ต่อ)

 

ขั้นตอน

กิจกรรมของนักเรียน         

กิจกรรมสนับสนุนของครู        

ผลที่ได้รับ

 

     1.3.1  ศึกษาแหล่ง

ความรู้ที่เกี่ยวข้อง  

     1.3.2  กำหนดวิธีการที่จะศึกษาจากแหล่งความรู้ต่างๆ

      1.3.3  กำหนดระยะเวลา

      1.3.4  กำหนดวิธีการนำเสนอผลงาน                                                                                                              

 2.  นำเอาข้อมูลที่คิดตั้งแต่ขั้นตอนที่ 1 - 4   มาเรียบเรียงจัดทำเค้าโครงของโครงงาน

 

 

  5.  การลงมือปฏิบัติ                 

1. ลงมือปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนด

2.  บันทึกข้อมูลทุกขั้นตอนปรึกษาหารือกับเพื่อนหรือครูเป็นระยะเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้     

3.  ร่วมกันสรุปผลการ ปฏิบัติตามโครงงาน                                                                                                  

1.  สังเกตและจดบันทึกพฤติกรรมนักเรียน     

 2. ให้ความช่วยเหลือเมื่อต้องการ

3. ให้คำแนะนำในกรณีต้องการให้นักเรียนมีการศึกษาที่กว้างขวางขึ้น เช่น อาจแนะนำ  แหล่งความรู้เพิ่มเติม

4.  จัดเวทีให้มีการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นระยะ ๆ

5. ให้การเสริมแรง

 

กระบวนการศึกษาและผลที่ได้จากการศึกษาตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในเค้าโครงโครงงาน

 

 

ตาราง  1  (ต่อ)

 

ขั้นตอน

กิจกรรมของนักเรียน

กิจกรรมสนับสนุนของครู

ผลที่ได้รับ

6.  การรายงานผล            

1. ศึกษาวิธีการนำเสนอที่ หลากหลาย     

2.  เลือกวิธีที่เหมาะสม

                3.  เตรียมการนำเสนอผลที่

ได้จากการทำโครงงานในหัวข้อ

  3.1 กระบวนการศึกษา

  3.2  ผลที่ได้จากการศึกษา

1.  ให้คำตอบในการเลือกวิธีการนำเสนอ

2.  จัดบรรยากาศหรือเวที  การนำเสนอ                    

รูปแบบการเสนอผลงาน

 

ความพึงพอใจในการเรียนรู

                ความหมายของความพึงพอใจ

                      มอรส  (สยาม  ศรีมหาไชย.  2548  :  33   อางอิงมาจาก  Morse.  1955  :  27)  ใหความหมายวา ความพึงพอใจ  หมายถึง  ทุกสิ่งทุกอยางที่สามารถถอดความเครียดของผูที่ทํางานใหลดนอยลง  ถาเกิดความเครียดมากจะทําใหเกิดความไมพอใจในการทํางาน  และความเครียดนี้มีผลมาจากความตองการของมนุษย  เมื่อมนุษยมีความตองการมากจะเกิดปฏิกิริยาเรียกรองหาวิธีตอบสนอง  ความเครียดก็จะลดนอยลงหรือหมดไปความพึงพอใจก็จะมากขึ้น

                      แอบเปลไวท  (สยาม  ศรีมหาไชย.  2548  :  33   อางอิงมาจาก Applewhite.  1965  :  6)               กลาววา  ความพึงพอใจเปนความรูสึกสวนตัวของบุคคลในการปฏิบัติงาน  ซึ่งรวมไปถึงความพึงพอใจในสภาพแวดลอมทางกายภาพดวย  การมีความสุขที่ทํางานรวมกับคนอื่นที่เขากันได้  มีทัศนคติที่ดีตองานดวย

                      กูด  (สยาม  ศรีมหาไชย.  2548  :  33   อางอิงมาจาก  Good.  1973  :  161) ไดใหความหมายไววา  ความพึงพอใจ  หมายถึง  สภาพหรือระดับความพึงพอใจที่เปนผลมาจากความสนใจและเจตคติของบุคคลที่มีตองาน

                      สรอยตระกูล  อรรถมานะ  (2542  :  132)  กลาววา  ความพึงพอใจในงานเปนทัศนคติหรือความรูสึกชอบหรือไมชอบ  โดยเฉพาะของผูปฏิบัติงานซึ่งเกี่ยวกับงาน  จะเห็นไดวาเรื่อง   ความพึงพอใจในงานนี้เปนเรื่องของทัศนคติหรือเจตคติโดยตรง  ซึ่งมีองคประกอบที่สําคัญคือ  องคประกอบทางดานความคิดความเขาใจ  (Cognitive Component)  เปนสวนที่เกี่ยวของกับความ รูสึกนึกคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  องคประกอบดานอารมณหรือความรูสึก (Affective  Component)  ซึ่งเปนสวนที่เปนอารมณหรือความรูสึกที่มีตอเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เขารูและเขาใจอยูกอนแลวและองคประกอบดานแนวโนมของพฤติกรรม  (Behavioral  Tendency  Component) ซึ่งจะสงผลต่อการเกิดพฤติกรรม

                      ธีรวุฒิ  เอกะกุล  (2542  :  3)   กลาววาความรูสึกเอนเอียงของจิตใจที่มีตอประสบการณที่ไดรับอาจมากหรือนอยก็ได เปนเจตคติซึ่งแบงออกเปน 2  ลักษณะคือแสดงออกในลักษณะความพึงพอใจ                        เห็นดวยหรือชอบและความรูสึกไมชอบ เบื่อหนาย  หรือรูสึกเฉย ๆไมถึงกับชอบหรือเกลียดชัง

                ทฤษฎีที่เกี่ยวกับความพึงพอใจ

                      แคทซ  (อรพิน  จิรวัฒนศิริ.  2541  :  19  20   อางอิงจาก Katz.  1983  :  163) ไดกลาวถึง ทฤษฎีการใชประโยชนและความพึงพอใจจากสื่อ  เปนทฤษฎีที่ใหความสําคัญกับผูบริโภค  (Consumer)  หรือผูรับสาร (Receive)  โดยผูรับสารจะอยูในฐานะเปนผูกระทําการเลือกใชสื่อ  (Active  Selector  of Media  Communication) ซึ่งนับไดวา  เปนมุมมองที่แตกตางไปจากทฤษฎีเดิมที่ไมใหความสําคัญกับ             ผูรับสาร  เพราะแตเดิมผูรับสารถูกมองวาเปนผูถูกกระทํา  ดังนั้นสมมติฐานของทฤษฎีการใชประโยชนและความพึงพอใจในการสื่อสาร  เพราะทามกลางความสัมพันธของตัวแปรทั้งสอง  มีปจจัยดานการใชสื่อของผูรับสารเขามาเปนตัวแปรแทรกซอนของกระบวนการสื่อสาร  ทั้งนี้ปจจัยที่เขามาเกี่ยวของกับผูรับสารซึ่งแคทซและคณะใหความสนใจ  คือ 

                            1.  สภาพทางสังคมและลักษณะทางจิตวิทยาของผูรับสาร (The Social and  Psychological Origins)   

                            2. ความตองการและความคาดหวังในการใชสื่อของผูรับสาร (Need, Ex-pectation  of  the Mass  Media) 

                      ทั้ง  2 ปจจัยนําไปสูพฤติกรรมการเปดรับของผูรับสารที่แตกตางกัน  อันเปนผลมาจากความพึงพอใจที่แตกตางกัน  และเนื่องจากทฤษฎีใหความสนใจกับบทบาทของผูรับสารวาเปนผู้เลือกใชสื่อ  ไดมีการศึกษาถึงปจจัยตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับผูรับสาร  โดยทั้ง 2 ปจจัยนี้ ไดรับการพิจารณาวานํามาซึ่งเวลาในการเปดรับสื่อ  (Free  Time  of Media  Use)  ขณะเดียวกันสภาวะทางสังคมและจิตใจที่ตางกันกอใหมนุษยมีความตองการแตกตางกันไป  ความตองการที่แตกตางกันนี้ทําใหแตละคนคาดคะเนแนวสื่อแตละประเภทเพื่อสนองตอบความพึงพอใจไดแตกตางกันไปดวย

                      เฮอเบอรก  (ประสิทธิ์  บอนคํา.  2548  :  62-63   อางอิงจาก Herzberg.  1959  :  113-115) ไดทําการศึกษาคนควาทฤษฎีที่เปนมูลเหตุที่ทําใหเกิดความพึงพอใจ  เรียกวา  The  Motivation  Hygiene  Theory ทฤษฎีนี้ไดกลาวถึงปจจัยที่ทําใหเกิดความพึงพอใจในการทํางาน   ปจจัยคือ

                            1.  ปจจัยกระตุน  (Motivation  Factor)   เปนปจจัยที่เกี่ยวกับการงาน ซึ่งมีผลกอใหเกิดความพึงพอใจในการทํางาน

                            2.  ปจจัยค้ำจุน  (Hygiene Factors)  เปนปจจัยที่เกี่ยวกับสิ่งแวดลอมในการทํางานและ                      มีหนาที่ใหบุคคลเกิดความพึงพอใจในการทํางาน 

                      ในการดําเนินกิจกรรมการเรียนรู้  ความพึงพอใจเปนสิ่งสําคัญที่จะกระตุนใหผูเรียนทํางานที่ไดรับมอบหมายหรือตองการปฏิบัติใหบรรลุผลตามวัตถุประสงค  ครูผูสอนซึ่งในสภาพปจจุบันเปนเพียง

ผูอํานวยความสะดวก  หรือใหคําแนะนําปรึกษาจึงตองคํานึงถึงความพึงพอใจในการเรียนรู  การทําให                 ผูเรียนเกิดความพึงพอใจในการเรียนรู  หรือการปฏิบัติงานแนวคิดพื้นฐานที่ตางกัน 2  ลักษณะ คือ

                            1.  ความพึงพอใจนําไปสูการปฏิบัติ  การตอบสนองความตองการผูปฏิบัติงานจนเกิดความพึงพอใจ  จะทําใหเกิดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการทํางานที่สูงกวาผูไมไดรับการตอบสนอง  ซึ่งครูผูสอนที่ตองการจัดกิจกรรมการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสําคัญบรรลุผลสําเร็จ  จึงตองคํานึงถึงการจัดบรรยากาศและสถานการณ  รวมทั้งสื่อ  อุปกรณการเรียนการสอนที่เอื้ออํานวยตอการเรียน เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของผูเรียนใหมีแรงจูงใจในการทํากิจกรรมจนบรรลุตามวัตถุประสงคของหลักสูตร

            2.  ผลของการปฏิบัติงานนําไปสูความพึงพอใจ  ความสัมพันธระหวางความพึงพอใจ  และผลการปฏิบัติงานจะถูกเชื่อมโยงดวยปจจัยอื่นๆ ผลการปฏิบัติงานที่ดีจะนําไปสูผลตอบแทนที่เหมาะสม  ซึงในที่สุดจะนําไปสูการตอบสนองความพึงพอใจ  ผลการปฏิบัติงานยอมไดรับการตอบสนองในรูปของรางวัล  หรือผลตอบแทนโดยการผานการรับรูเกี่ยวกับความยุติธรรมของผลตอบแทน  ซึ่งเปนตัวบงชี้ปริมาณของผลตอบแทนที่ผูปฏิบัติงานไดรับ  นั่นคือความพึงพอใจในการปฏิบัติงานจะถูกกําหนดโดยความแตกตางระหวางผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริง และการรับรูเรื่องเกี่ยวกับความยุติธรรมของผลตอบแทน             ที่รับรูแลว  ความพึงพอใจยอมเกิดขึ้น

                      จากแนวคิดดังกลาวขางตน  เมื่อนํามาประยุกตใชในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  ผลตอบแทนหรือรางวัลเปนผลทางดานความรูสึกของผูเรียนหรือผลตอบแทนภายในที่เกิดขึ้น  อันสงผลใหเกิดความภาคภูมิใจ  ความมั่นใจในตนเอง  ตลอดจนการไดรับการยกยองชมเชยจากครูผูสอน  พอแม  ผูปกครอง

หรือแมการไดรับคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับที่นาพอใจซึ่งเปนการตอบแทนจากภายนอก

 

                การวัดความพึงพอใจ

                      การจะคนพบวาบุคคลมีความพึงพอใจหรือไม  (โยธิน ศันสนยุทธ.   2531  :  66 - 71)  วิธีที่งายที่สุดก็คือการถาม  ซึ่งการศึกษาในระยะหลัง ๆ ที่ตองมีผูบอกขอมูลจํานวนมาก ๆ มักใชแบบสอบถามที่ใชมาตราสวนประมาณคาตามแบบของลิเคิรท  (Likert)  ประกอบดวยชุดของคําถามและมีตัวเลือก  5  ตัว  สําหรับเลือกตอบคือ  มากที่สุด  มาก  ปานกลาง  นอย  นอยที่สุดและคะแนนความพึงพอใจนั้นสามารถนํามาวิเคราะหไดวา  บุคคลมีความพึงพอใจในดานใดสูงและดานใดต่ำโดยใชวิธีการทางสถิติ  ซึ่งหากตองการทราบขอมูลเกี่ยวกับองคกร  ก็มีความจําเปนที่ตองใชแบบสอบถามที่มีขอคําถามหลายขอ  เพื่อจะไดครอบคลุมลักษณะตาง ๆ ของงานทุก ๆ  ดานขององคกร  และนอกจากการใชแบบสอบถามแลวอาจใชวิธีการเขียนตอบอยางเสรีไดเชนกันในการวัดความพึงพอใจเปนการวัดเจตคติที่มีทิศทางบวกเปนทิศทาง

ที่สังคมปรารถนา  (ธีรวุฒิ  เอกะกุล.  2542   3-5)  การวัดเจตคติจะตองมีสิ่งประกอบ  อยางคือ  ตัวบุคคลที่จะถูกวัดมีสิ่งเรา  เชน  การกระทําเรื่องราวที่บุคคลจะแสดงเจตคติตอบสนองและสุดทายตองมีการตอบสนองซึ่งจะออกมาเปนระดับสูงต่ำมากนอย  ดังนั้นในการวัดเจตคติเกี่ยวกับสิ่งใดของบุคคล  สามารถวัดไดโดยนําสิ่งเรา  ซึ่งสวนใหญจะเปนขอความเกี่ยวกับรายละเอียดในสิ่งนั้นไปเราใหบุคคลแสดงทาทีความรูสึกตาง ๆ ที่มีตอสิ่งนั้นใหออกมาเปนระดับหรือความเขมของความรูสึกคลอยตามหรือคัดคาน

สิ่งเราที่นิยมใชคือ  ขอความวัดเจตคติ  (Attitude  Statements)  ซึ่งเปนสิ่งเราทางภาษาที่ใชอธิบายคุณคาคุณลักษณะของสิ่งนั้น  เพื่อใหบุคคลตอบสนองออกมาเปนระดับของความรูสึก  (Attiude  Continuum  หรือ  Scale)  เชน มาก ปานกลาง นอย เปนตน  การสรางขอคําถามเพื่อประเมินความพึงพอใจตอสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  คุณลักษณะสําคัญของมาตรวัดความรูสึก  (Affective) คือการประเมินวาชอบหรือไมชอบ  การสรางขอคําถามมีสิ่งตองระวังในเรื่องตอไปนี้  (จิระวัฒน วงศสวัสดิวัฒน.  2547  :  47) 

                             1.  อยาใหมีขอที่กลาวถึงความเปนจริง หรือแปลไดวาเปนจริง

                            2.  หลีกเลี่ยงการใชคํา เสมอ ไมมี ไมเคย ทั้งหมด

                            3.  คําวา เทานั้น เพียงแต มักจะ ควรใชดวยความระมัดระวัง

                            4.  หลีกเลี่ยงการใชคําถามแบบคําถามนํา

                            5.  หลีกเลี่ยงการใชประโยคปฏิเสธซอนปฏิเสธ

                            6.  หลีกเลี่ยงการใชประโยคที่สามารถแปลไดมากกวาหนึ่ง

                            7.  คําถามหนึ่งๆตองถามเพียงเรื่องเดียว

                            8.  คําถามที่ถาม ตองแนใจวาผูตอบมีความรูในเรื่องนั้น

                            9.  พยายามตัดขอที่มีแนวโนมวาทุกคนจะตอบเหมือนกันออก

                            10.  ตองไมมีคําถามที่พาดพิงถึงอดีต

                            11. ใชประโยคงาย ๆ ชัดเจน และสั้น ไมควรเกิน 20 คํา

                            12. คําถามที่ระบุถึงดานดีและดานไมดีของสิ่งที่จะวัด (ประโยค Positive และ

Negative) ควรมีจํานวนขอพอ ๆ กัน

                            13. จํานวนคําถามตองไมมากเกินไป  ควรมีพอที่จะครอบคลุมเนื้อหาที่สําคัญเทานั้น  เพราะถายาวเกินไปผูตอบจะเบื่อ

                            14. ถาเปนคําถามที่สงใหผูตอบตอบเอง  คําชี้แจงจะตองชัดเจน  สมบูรณและเขาใจงาย

                      นอกจากนี้การวางรูปคําถามควรมีลักษณะชวนใหตอบ  เปนระเบียบและการเรียงเรื่อง  ก็ควร

เปนไปตามหลักจิตวิทยา  เชน  เรียงจากเรื่องที่งายและทั่วไปกอน  แลวจึงถึงเรื่องที่ยากและเฉพาะเจาะจง 

 

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

สมบูรณ์  สิงห์ลา  (2547   บทคัดย่อ)  ได้ทำการวิจัยเรื่อง  การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้               แบบโครงงาน  กลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพ  เรื่องการทำน้ำปลาจากปลาร้า  ชั้นประถมศึกษาปีที่  5   ผลการวิจัยพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  90.07/89.13  สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้  85/85  ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน  เท่ากับ  0.5690  และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่   มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน  เรื่อง  การทำน้ำปลาจากปลาร้า       อยู่ในระดับมาก 

จริยา  สุมินทนะ  (2547   บทคัดย่อ)  ได้ทำการศึกษาค้นคว้า  เรื่อง  การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการคิดวิชาโครงงาน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่   ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า  แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการคิดวิชาโครงงานมีประสิทธิภาพ  เท่ากับ  87.22 /88.37  สูงกว่าเกณฑ์               ที่ตั้งไว้  คือ  85/85  มีค่าประสิทธิผล  เท่ากับ  0.7977  หรือร้อยละ  79.77  และนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01  และมีระดับความคิดเห็นต่อแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการคิด  วิชาโครงงาน  โดยรวมและรายข้อ  อยู่ในระดับมาก

                ศุภศิริ  โสมาเกตุ  (2544   บทคัดย่อ)  ได้ทำการวิจัย  เรื่อง  การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเรียนและความพึงพอใจในการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่   ระหว่างการเรียนรู้โดยโครงงานกับการเรียนรู้ตามคู่มือครู  ผลการวิจัยพบว่า  นักเรียนที่เรียนโดยโครงงานมีผลสัมฤทธิ์ในการเรียน  ความคงทนในการเรียนและความพึงพอใจในการเรียนภาษาอังกฤษสูงกว่านักเรียนที่เรียนรู้ตาม

คู่มือครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01  และนักเรียนที่เรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยโครงงานมีประสิทธิผลในการเรียนร้อยละ  25  และนักเรียนที่เรียนรู้ตามคู่มือครูมีประสิทธิผลในทางการเรียนร้อยละ  13 

บุญศรี  นุฤทธิ์มนตรี  (2547   บทคัดย่อ)  ได้ทำการศึกษาค้นคว้า  เรื่อง  การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยโดยโครงงาน  เรื่องทางแห่งความสำเร็จ  ชั้นประถมศึกษาปีที่   ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า  แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยโดยโครงงานดังกล่าว  มีประสิทธิภาพ  เท่ากับ  85.57/81.75  ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์  80/80  ที่ตั้งไว้ ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยโดยโครงงาน เท่ากับ  .6353 

สุรสิทธิ์  โคบำรุง (2547   บทคัดย่อ)   ได้ทำศึกษาค้นคว้า  เรื่อง  การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยโครงงาน  เรื่อง  งานไฟฟ้าเบื้องต้น  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นมัธยม ศึกษาปีที่   ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า  แผนการจัดการเรียนรู้โดยโครงงาน  มีประสิทธิภาพ  85.71/87.91  สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้  85/85  และนักเรียนมีเจตคติต่อแผนการจัดการเรียนรู้โดยโครงงาน  ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง